ประเด็นสำคัญในบทความ
- คนทำงานในบริษัทยูนิลีเวอร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Unilever ANZ) กำลังทดลองนำร่องการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน หลังได้ผลดีที่นิวซีแลนด์
- พนักงานจะยังได้เงินเดือนเท่าเดิม ขณะที่ชั่วโมงในการทำงานจะลดลง ขณะที่ธุรกิจยังคงคาดหวังให้พนักงานทำงานให้ได้ตามเป้าหมายเช่นเดิม
- ผู้สนับสนุนการทำงานในลักษณะนี้ระบุว่า การใช้เวลาในที่ทำงานน้อยลง สามารถปรับปรุงผลิตผลและความเป็นอยู่ที่ดีได้
ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งลูกจ้างและธุรกิจต่าง ๆ ทั่วออสเตรเลียต่างถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงาน
ระหว่างที่ชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่ความปกติในหลายแง่มุม การทำงานแบบไฮบริดได้กลายเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งบ่อยครั้งที่ลูกจ้างจะทำงานจากที่บ้าน มีธุรกิจบางแห่งที่ก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการเปิดโอกาสให้มีความยืดหยุ่นในจำนวนชั่วโมงงานสำหรับลูกจ้างเต็มเวลา (ฟูลไทม์)
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (2 พ.ย.) ยูนิลีเวอร์ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ (Unilever ANZ) กลุ่มบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ประกาศว่า พนักงานในออสเตรเลียจะทดลองการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน จากความสำเร็จของการทดลองดังกล่าวเป็นระยะเวลา 18 เดือนในนิวซีแลนด์
แล้วการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ทำงานอย่างไร ควรเป็นที่แพร่หลายหรือไม่ และออสเตรเลียพร้อมหรือยังสำหรับสิ่งนี้
การทำงานสัปดาห์ละ 4 วันเป็นอย่างไร
แนวคิดการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน รวมไปถึงการลดระยะเวลาในการทำงาน โดยไม่ลดจำนวนผลงานหรือค่าตอบแทน ในการทดลองของยูนิลีเวอร์ ออสเตรเลีย พนักงานจะสามารถเลือกวันที่ไม่ทำงาน หรือกระจายเวลาทำงานที่ลดลงไปตามวันต่าง ๆ ของสัปดาห์นั้นได้
“เราเพียงขอให้สมาชิกในทีมของเราค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ 20% ซึ่งอยู่ตามธุรกิจต่าง ๆ และทำให้เราช้าลง” นิกกี สปาร์ชอตต์ (Nicky Sparshott) ประธานบริหารของยูนิลีเวอร์ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ กล่าวกับเอเอพี
“มันเป็นเรื่องของการนำค่าใช้จ่าย โปรเจ็คต์ และกระบวนการที่ไม่สร้างมูลค่าออกไป และคิดอย่างแตกต่างเกี่ยวการเข้าประชุมที่เรามีส่วนร่วม หรือการสื่อสาร และการทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น”
นอกจากนี้ พนักงานยังสามารถแบ่งเวลาทำงาน 4 วันระหว่างที่บ้านและที่ทำงานได้อีกด้วย
มีผลดีอย่างไร
จากการวิจัยโดย 4 Week Day Global องค์กรไม่แสวงผลกำไร พบว่า การลดชั่วโมงทำงานของลูกจ้างสามารถเพิ่มผลิตผล และเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและธุรกิจ
การทดลองนำร่อง 18 เดือนของยูนิลีเวอร์ในนิวซีแลนด์ ได้แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่แข็งแรงเมื่อเปรียบเทียบกับเป้าหมายทางธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการเติบโตของรายได้ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและพันธมิตรยอมรับว่าทีมงานยังคงทำงานให้แล้วเสร็จได้ตรงเวลาและมีมาตรฐานสูง
ขณะที่อัตราการขาดงานและความเครียดลดลงไปร้อยละ 34 และ 33 ตามลำดับ ขณะที่ ความรู้สึก “มีกำลังและกระฉับกระเฉง” เพิ่มขึ้นร้อยละ 15
นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างชีวิตและการทำงานยังลดลงถึงร้อยละ 67
ดร.คริสตี กูดวิน (Dr.Kristy Goodwin) นักวิจัยประสิทธิภาพดิจิทัล นักพูด และนักเขียน กล่าวว่า การใช้เวลาในการทำงานน้อยลงยังเป็นผลดีทางประสาทวิทยาอีกด้วย
“เราต้องการทำให้แน่ใจว่าเราใช้เวลาที่เรามีอยู่ให้ดีที่สุด ลดการหยุดชะงักทางดิจิทัลให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มีความตั้งใจในการใช้เวลาของเรา (ในที่ทำงาน) และสร้างป้อมปราการให้กับความมุ่งมั่นของเรา”
“มันเป็นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของเรา ด้วยการทำงานให้สอดคล้องกับที่สมองและร่างกายของเราถูกออกแบบมา ... มันเป็นเรื่องที่ฟังแล้วดูคร่ำครึ แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการทำงานให้ฉลาดขึ้น ไม่ใช่ทำงานให้หนักขึ้น”
นอกจากนี้ การวิจัยดังกล่าว ยังพบประโยชน์ในเชิงบวกของการประชุมที่น้อยลงอีกด้วย
พบว่า หลังจากลดการประชุมลงร้อยละ 40 พบว่าผลิตผลเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 71 และเมื่อลดการประชุมลงร้อยละ 60 พบว่าความร่วมมือของพนักงานเพิ่มขึ้น และได้ปรับปรุงระดับความเครียดและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน
ยังพบอีกว่า การใช้เวลาประชุมมากขึ้นมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะเบิร์นเอาท์และความเหนื่อยล้าของคนทำงาน ขณะที่ความยืดหยุ่นนั้นเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ในเชิงบวกเกี่ยวกับนวัตกรรม ความเป็นอยู่ที่ดี และการรับรู้ถึงวัฒนธรรมการทำงาน
ดร.กูดวิน กล่าวว่า สัปดาห์ทำงานที่สั้นลงไม่ควรกลายเป็นการทำงาน 4 วันที่ยาวนานขึ้น และได้เน้นยำว่าแนวคิดนี้ควรทำให้พนักงานเต็มเวลามีชั่วโมงงานโดยรวมที่ลดลง
“คุณจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรหากผู้คนทำงานวันละ 11 ชั่วโมง นั่นจะส่งผลตรงกันข้าม และผลิตผลของคุณจะลดลง” ดร.กูดวิน กล่าว
“ในแง่ของประสาทวิทยา คอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (prefrontal cortex) ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่ทำงานหนักจะอ่อนล้า”
ประเทศอื่น ๆ ทำกันอย่างไร
ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ไม่ใช่ประเทศแรกที่พิจารณาปรับใช้การทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เบลเยียมได้ประกาศกฎหมายใหม่ ซึ่งอนุญาตให้ลูกจ้างเต็มเวลา (ฟูลไทม์) สามารถขอกระจายเวลาทำงาน 10 ชั่วโมงในวันหนึ่งของสัปดาห์ไปในวันต่าง ๆ เพื่อให้ได้วันหยุดเพิ่มขึ้นในสัปดาห์นั้นได้
ภาคธุรกิจหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไอซ์แลนด์ สหรัฐ ฯ แคนาดา และญี่ปุ่นก็ได้เริ่มการทดลองนำร่องการทำงานในลักษณะนี้เช่นกัน
เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปีเตอร์ โดวด์ (Peter Dowd) สมาชิกสภาจากพรรคแรงงานในอังกฤษ ได้เสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภาอังกฤษ ในการลดชั่วโมงทำงานสูงสุดรายสัปดาห์จาก 48 ชั่วโมงเหลือ 32 ชั่วโมง
คุณสามารถติดตามข่าวสารล่าสุดจากออสเตรเลียและทั่วโลกเป็นภาษาไทยจากเอสบีเอส ไทย ได้ที่เว็บไซต์
บันทึกเว็บไซต์ของเราเก็บไว้ในบุ๊กมาร์ก เพื่อไม่ให้คุณพลาดสถานการณ์ล่าสุด หรือติดตามเราทางเฟซบุ๊กที่
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ
คนเที่ยวออสฯ ในหลายประเทศรอวีซ่านาน คนไทยขอผ่านยากขึ้น